Jerash / เจราช

Jerash / เจราช เป็นที่รู้จักกันในนามว่า เมืองพันเสา และ ปอมเปอีแห่งตะวันออก / Pompeii of the East คือหนึ่งในเมืองโบราณที่มีสถาปัตยกรรมโรมันที่ยิ่งใหญ่ และได้รับการอนุรักษ์อย่างดีที่สุดในโลก (นอกประเทศอิตาลี) จนถึงวันนี้ถนนอาณานิคม (collonaded street) ห้องอาบน้ำ โรงละคร พลาซ่า และซุ้มประตู ยังอยู่ในสภาพที่ดีอย่างยิ่ง ภายในกำแพงเมืองที่เหลืออยู่ นักโบราณคดีได้พบซากปรักหักพังของการตั้งถิ่นฐานของอารยธรรมมนุษย์ย้อนหลังไปถึง New stone age / Neolithic Age (ยุคหินสมัยใหม่) เป็นเวลานานกว่า 6,500 ปี

Sponsor

ย้อนกลับไปถึง pre-classical period (ยุคก่อนคลาสสิก) หรือประมาณช่วง 1,000 BC ชาว Arab/Semitic ที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ตอนนั้น ได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า ‘Garshu’ หลังจากนั้นภายใน 200 BC Garshu ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร Seleucid (ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรของ ‘Alexander the Great’) แต่ Garshu เพิ่งเริ่มเจริญรุ่งเรืองได้หลังอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรมันในปี 63 BC จักรพรรดิของโรมันตอนนั้นคือ Gnaeus Pompeius Magnus หลังจากที่เมืองถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Gerasa จักรพรรดิก็รวมมันเข้ากับอาณาเขตซีเรีย (Syria) ต่อมา Gerasa ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน 10 เมืองอันยิ่งใหญ่ของ ‘สมาพันธ์ Decapolis’ (The Decapolis League คือสมาพันธ์ระหว่างเมืองโรมัน 10 เมืองที่เจริญที่สุดในในช่วง 100 BC) โดยมีการร่วมมือและประสานงานกันในเชิงพาณิชย์ การเมือง และวัฒนธรรม ถือเป็นยุคที่มั่งคั่ง ของ Jerash เลยทีเดียว

ในช่วงระยะเวลา 150 ปีข้างหน้า

Gerasa ได้รับผลประโยชน์จากพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์โดยรอบ และการขุดเหมืองแร่เหล็กที่ Ajloun ประกอบกับการค้ากับ ชาวนาบาเทียน (Nabateans) ดวง Gerasa อยู่ในขาขึ้นอย่างแรงเพราะในปี AD 106 จักรพรรดิ Trajan ได้ผนวกอาณาจักรนาบาเทียนอันร่ำรวย แล้วจัดตั้งอาณาเขตอาระเบีย (Arabia) พร้อมกับสร้างถนน Via Nova Triana ซึ่งมีระยะทางยาวจาก Syria ไปถึง Aqaba ทำให้มีการค้าขายมากขึ้น สินค้าใหม่ๆ เช่นหินแกรนิตจาก Egypt ก็ถูกนำเข้าสู่เมือง Gerasa วัดที่เก่าๆ ก็ถูกรื้อถอน และสร้างใหม่ตามสถาปัตยกรรมแฟชั่นล่าสุดของยุคนั้น เป็นอีกช่วงนึงที่ Geresa มีโอกาสพัฒนาสิ่งปลูกสร้างของเมือง… ต่อมาในปี AD 129 จักรพรรดิเฮเดรียน (Emperor Hadrian) เดินทางมาเยี่ยมชม Geresa ซึ่งช่วยเพิ่มพูนชื่อเสียงและบารมีให้กับเมืองอีก ‘The Arch of Hadrian’  จึงถูกสร้างขึ้นทางตอนใต้ของเมืองเพื่อเป็นเกียรติต่อการมาเยือนของจักรพรรดิ เห็นซุ้มโค้งอันนี้แล้วสันนิธารได้ถึงความยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น ความมั่งคั่งของ Gerasa ได้ถึงจุดสูงสุดเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้กลายเป็นหนึ่งในRoman colonyในช่วงยุคทองนี้ Gerasa อาจมีประชากรถึง 20,000 คนแต่ทว่าในเวลานั้นไม่มีใครรู้เลยว่า…

“ความเป็นอยู่ของ Gerasa ได้ถูกผูกติดกับชะตากรรมของอาณาจักรโรมันไปแล้ว”

หลังจากนั้นไม่นานจักรพรรดิโรมัน Severus Alexander ดันถูกลอบสังหาร ซึ่งเป็นเหตุที่พาอาณาจักรโรมันเข้าสู่วิกฤติของศตวรรษที่สาม’ / Military Anarchy’ หรือ ‘Imperial Crisis’ (AD 235–284) อาณาจักรโรมันเกือบล่มสลาย จากผู้รุกรานต่างประเทศ จากโรคระบาด จากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และจากสงครามกลางเมือง ตอนนั้นมีผู้มีอิทธิพลแย่งชิงบัลลังก์กันอย่างน้อย 20 คน มีการลุกฮือต่อต้านจากเมืองขึ้นต่างๆ (เช่น Palmyra โดยราชินี Zenobia) Gerasa ได้รับผลกระทบอย่างมาก เส้นทางการค้า caravan บนบกเสี่ยงต่ออันตรายมากขึ้น แถมมีประสิทธิภาพด้อยกว่าเส้นทางขนส่งใหม่ทางเรือที่เริ่มมีการพัฒนามากขึ้น เส้นทางการค้าเดิมของ Gerasa ถูกใช้น้อยลง และกำไรจากการค้าขายเข้าเมืองก็น้อยลง…ในช่วงเวลา AD 527- 565 Gerasa อาจมีการฟื้นตัวในระดับหนึ่ง ภายใต้การปกครองของ The Eastern Roman Emperor Justinian I (จักรพรรดิทางตะวันออก) ในเวลานั้นอาณาจักรโรมันได้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน (East & West) Emperor Justinian I ต้องคอยปกป้องดินแดนทางตะวันออก จากกองทัพอันเกรียงไกรของอาณาจักรเปอร์เซีย (สองมหาอำนาจนี้เป็นคู่ปรับกันนานถึง 400 ปีในประวัติศาสตร์)  แต่ต่อมาในปี AD 614 กองทัพเปอร์เซียสามารถบุกเข้าถึง Gerasa จนได้ เมือง Damascus และ Jerusalem ก็ถูกปล้นสะดมเช่นกัน สถานการณ์ตอนนั้นค่อนข้างตึงเครียด แต่ Emperor Heraclius ของ The Eastern Roman Empire ตอนนั้นก็สามารถพลิกเกมส์ได้ และเป็นคนพิชิตศัตรู 400 ปีนี้ อาณาจักรโรมันได้ชัยชนะในที่สุดก็จริง แต่ก็อยู่ในสภาพที่อ่อนแอมาก

Sponsor

“แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่เพียงใด… นิทานทุกเรื่องย่อมต้องมีบทสุดท้าย…”

ในปี 629 CE ศาสดามูฮัมหมัดของอิสลาม ได้ประสบความสำเร็จในการรวบรวมเผ่า Arab ทั้งหมดใน Arabiaในปี 636 CE Gerasa ถูกชาวมุสลิมเข้ายึด และได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็นครั้งสุดท้ายเป็น ‘Jerash/ เจราช’ สรุป มูฮัมหมัด คนที่สื่อสารกับพระเจ้าได้นั้นมีจริง เราก็นึกว่ามีแต่อยู่ในตำนาน Oh My Godddd  * o * ยังไม่พอ Jerash / เจราช เกิดการสั่นคลอนอีกในปี AD 747 ด้วยแผ่นดินไหว Galilee’ &  อีกครั้งในปี AD 847 ด้วยแผ่นดินไหว Damascusประชากรของเมืองลดลงต่ำกว่า 4,000 คนJerash ไม่ใช่ Gerasa The Roman Colony อันยิ่งใหญ่ที่เคยเป็นอีกต่อไปJerash กลายเป็นเขตแดนสงคราม ในสมัย Crusade พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกทอดทิ้ง และไม่มีใครอยู่อาศัย เวลาผ่านไปนานจนกระทั่งถึงปี 1806 มีนักเดินทางชาวเยอรมันชื่อ Ulrich Jasper Seetzen ตาดีค้นพบ Jerash ที่ถูกฝังอยู่ในทราย และแล้วการขุดค้นของนักโบราณคดีก็เริ่มขึ้นในปี 1925 และดำเนินการต่อมาจนถึงวันนี้ ปริศนาและประวัติศาสตร์ที่หายไปของมรดกโลกแห่งนี้ก็ค่อยๆ ถูกเปิดเผยออกมา  ขอยอมรับว่า Jerash / เจราช เป็น 1 ในสิ่งมหัสจรรย์ของโลกที่สร้างความประทับใจให้เราตลอดไป และในที่สุดก็ได้สัมผัสแล้วพร้อมๆ กับน้องๆ จอร์แดนน่ารักทั้งหลาย อะแฮร่ ^_____* Grab The Wonders


ข้อมูลการท่องเที่ยว

  • เว็บไซต์ทางการ : https://goo.gl/8ZqZzi
  • รหัสโทรศัพท์ของประเทศจอร์แดน +962
  • เบอร์โทร Jerash / เจราช : 02-635-1272 (02-635-1014, +962 6 551 3832, +962 2 635 4653,+962 6 567 8444)
  • รายชื่อร้านอาหารและเบอร์โทรใน Jerash : https://goo.gl/F6nFZq
  • ที่พักใน Jerash / เจราช :

การเดินทาง

  • Jerash / เจราช ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ จอร์แดน / Jordan (50km จาก Amman / กรุงอัมมาน) วิธีเดินทาง แนะนำให้นั่งรถทัวร์หรือแท็กซี่จะสะดวกสุดค่ะ
  • ทัวร์ส่วนตัวครึ่งวันไปกลับ [Jerash <–> Amman] ราคาประมาณ 100USD (แนะนำโดย lonelyplanet ค่ะ)https://goo.gl/MRBfLX
  • ทัวร์ทางเลือกอื่นค่ะ https://goo.gl/aRocBh
Jerash South Gate البوابة الجنوبية