Light to Darkness

คุณเชื่อในทฤษฎีนี้ไหม ?? ว่าเหตุการณ์สำคัญๆที่เคยเกิดขึ้นในอดีต บางครั้งอาจทิ้งร่องรอยไว้ในสถานที่นั้น ในแบบที่เรามองไม่เห็น ร่องรอยหรือรอยแตกเหล่านั้นจะสัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ก็สามารถสื่อออกมาให้เห็นได้จาก สภาพแวดล้อมที่ได้ดูดซึมพลังที่ตกค้างอยู่ วันนี้เราพาเพื่อนๆมาสัมผัสสิ่งมหัศจรรย์ลี้ลับที่ชวนให้ขนหัวลุก… วัดอังกอร์ 2 แห่งที่ได้รับอิทธิพลจากอดีตที่แตกต่างกัน วัดแรกชื่อว่า ‘ปราสาทแปรรูป’ ตามประเพณีเป็นวัดที่เคยทำหน้าที่ส่งวิญญาณของเหล่าขุนนางและเจ้าไปยังสรวงสวรรค์ แถมยังถูกสร้างเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์เหมือนเขาสุเมรุ เขาบนสวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล… วัดที่สอง “ปราสาทพระขรรค์” เป็นวัดที่กำเนิดมาจากสมรภูมิรบ ตั้งบนกองศพ เต็มไปด้วยเลือด ความโลภ ความรุนแรง ความเห็นแก่ตัว ชัยชนะที่ได้มาจากการล้มตายของผู้คน…

ทฤษฎีต้นไม้

ต้นไม้ สื่ออาณาจักรขอมยุคโบราณกับโลกยุคปัจจุบัน หากจะย้อนถามเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดในยุคนั้น คงต้องถามจาก “ต้นไม้” สื่อกลางที่อ่านได้ จากทฤษฎีต้นไม้กับอารมณ์จากการทดลอง ยกตัวอย่าง การที่เราปลูกต้นไม้มา 2 ต้น ต้นนึงร้องเพลงให้ฟังมอบความรักให้มันทุกวัน ผลที่ได้คือ ความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ ส่วนอีกต้นเรา ด่าทอมัน นั่งบ่นเรื่องเศร้าๆใส่มันทุกวัน ไม่นานต้นไม้ต้นนั้นจะเฉาตาย เช่นเดียวกับที่นี่ ต้นของที่นี่ขนาดใหญ่อารมณ์เหมือนแสดงความ Aggressive ความรุนแรงแฝงความน่ากลัวด้วยความใหญ่มหึมาขึ้นค่อมหลังคา ส่วนต้นไม้ที่ขึ้นด้านหน้าปราสาทความรู้สึกเหมือนโศกเศร้าและโดดเดี่ยว เป็นสีขาวโพนตัดกับอิฐสีดำ สลับกับแม่น้ำที่ดูเยือกเย็นนั้น น่ากลัวสุดๆ และเป็นจุดที่เราว่าน่าจะเชื่อมต่อกับโลกในยุคนั้นได้ดีพอสมควร คงมีศึกสงคราม การฆ่าฟันยึดอำนาจ ตายแบบทรมาน นึกแล้วขนลุก คงมีอะไรอีกเยอะเลยที่ลี้ลับและชวนให้อยากเปิดเผย… แต่คงเป็นไปไม่ได้..เรื่องราวส่วนมากนั้นคงได้สูญหายไปตามกาลเวลา…

ปราสาทแปรรูป

“ปราสาทแปรรูป” เป็นวัดหลวงของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1504 จากอิฐ หินศิลาแลง และหินทราย โดยยึดรูปแบบของ Mount Meru (ในศาสนาฮินดู Mount Meru หรือภูเขาสุเมรุ คือภูเขาบนสวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์ที่มียอดเขาห้ายอด ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของจักรวาลและเป็นที่อยู่อาศัยของพระอินทร์) ‘ปรางค์ประธาน’ ของ “ปราสาทแปรรูป” ถูกจัดสร้างให้อยู่เหนือฐานอิฐสามชั้น ซึ่งแต่ละชั้นมีทางขึ้นบันไดสิบสองขั้น และมีรูปร่างเหมือน pyramid ส่วนปรางค์บริวารทั้ง 4 ตั้งอยู่ที่ฐานเดียวกัน ปราสาทแปรรูป ได้ถูกอุทิศให้กับพระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่า ‘ปราสาทแปรรูป’ น่าจะเป็นวัดที่เคยทำหน้าที่ส่งวิญญาณของเหล่าขุนนางและเจ้าไปยังอีกโลก ชื่อแปรรูปคงหมายถึงการเผาศพและแปรสภาพร่างเป็นให้เถ้าถ่าน

Sponsor

ปราสาทพระขรรค์

พงศาวดารกล่าวว่า นครแห่งนี้สร้างและสถาปนาบนสมรภูมิเลือด ของเทวกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ในปี พ.ศ. 1720 อาณาจักรจามคู่ปรับของอาณาจักรขอม เข้าบุกปล้นสะดม ฆ่าฟันประชาชนไปจำนวนมาก ภายหลังพระเจ้าวรมันที่ 7 ผนึกกองทัพเข้าสู้ กู้แผ่นดินคืน จนสังหารกษัตริย์ชาวจามได้ ตำนานกล่าวว่าพระองค์ทรงใช้อาวุธวิเศษที่ได้จากเทพเจ้า เข้ากำราบอริราชศัตรู ทรงดื่มน้ำอมฤตน้ำศักดิ์สิทธิ์จากสวรรค์ ตำนานทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในนครที่สถาปนาขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะสงครามอันยิ่งใหญ่นี้

ลมพัดกกระแทกหน้า กลิ่นสาปซากโบราณโชยมา บรรยากาศก็ดูวังเวงพิลึกเราเห็นเทวดาและอสูรหัวขาดเรียงราย ขนงิลุกเลย ยังถ่ายทำไม่เสร็จก็อยากจะเดินออกแล้ว แต่ก็สู้สุดใจ เราเดินสำรวจตั้งแต่ต้นทางที่มีสะพานนาคราช จุดที่น่าสนใจคือ ถนนทอดยาวโดยที่ขนาบด้วยเสานางเรียง ต่างจากที่อื่นฐานเสาเหล่านี้สลักภาพสิงห์แบก และถ้าสังเกตุดีๆ จะเห็นว่าเสานางเรียง 1 ต้น จะพบภาพสลักพระพุทธเจ้าอยู่ที่ยอดเพียงหนึ่งเดียว น่าจะเป็นเส้นทางจากโลกมนุษย์ไปสู่สรวงสวรรค์ ราวสะพานปรากฎรูปแกะสลักอสูรและเทวดาพากันฉุดนาคเพื่อกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤต นั่นหมายความว่าภายในนั้นน่าจะเป็นที่เก็บซ่อนและรักษาน้ำอมฤต แต่น่าเสียดายที่เศียรถูกตัดหายไป และถ้าสังเกตุดีๆจะมีอยู่ 1 รูปเป็นรูปพระพรหมช่วยฉุดพญานาค

จุดเด่นประตูเมืองแห่งนี้มีปฏิมากรรมครุฑขนาดใหญ่ยักษ์ เป็นพาหะนะของพระนารายณ์กำลังเหยียบนาคขนาบ 2 ข้างทางเมือง เพื่อปกป้องเมืองแห่งนี้ โดยแกะสลักเป็นศิลปะบายน สมัยพระเจ้าวรมันที่ 7 มีภาพพระพุทธเจ้าและพระโพธิ์สัตว์ ทางเดินทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา จะผ่านโคปุระเพื่อผ่านวังตากอากาศหรูระดับ 5 ดาวของโลกยุคโบราณนั้นสภาพที่ปรากฏงดงามสมบูรณ์ที่สุด ผ่านเข้ามาที่โคปุระ ต้นสะปงขนาดใหญ่ ซึ่งอายุน่าจะหลายร้อยปี สื่อผ่านอาณาจักรขอมยุคโบราณกับปัจจุบันที่น่าตกใจ… หน้าประตูมีนายทวาร 2 พระองค์เศียรหายไป น่าเกรงขามมาก ทำให้เราตื่นตัวตลอดทาง ก้าวเข้าสู่วิหารศักดิ์สิทธิ์ชั้นในนั้น เป็นศิลปะแบบบายน มีเหล่านางฟ้าฟ้อนรำ ที่นี่น่าจะเป็นวิหารร่ายรำ ถัดมาพบสถาปัตยกรรมเสาพรหมแบบโรมัน เป็นอาคารที่น่าจะเอาไว้เก็บสมบัติที่ดูลึกลับ สวยงดงามไม่เหมือนที่ใด แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยสมบัตินั้นแล้ว

ถัดเข้ามาคือปราสาทหลังใหญ่ ศูนย์กลางมหานครมหาปราสาทชัยศรีหรือ ปราสาทแห่งชัยชนะ เป็นปราสาทใหญ่ล้อมรอบปราสาทเล็กๆมากมายของนิกายวัชระตันตระ ใหญ่โตและลึกลับซับซ้อน สมแล้วที่เป็นที่เก็บสมบัติเทพเจ้า ลึกลับเหมือนกับว่าเดินอยู่ในเขาวงกต ใจกลางปราสาทเห็นห้องทางเดินเยอะมาก มีศิวลึงค์กระจัดกระจาย ส่วนทัพหลังด้านบนแกะสลักพระศิวะร่ายรำ มหากาพรามเกียรติ์ พระนารายณ์ทรงครุฑ อสูรกัดกินวิญญาณบาป และภาพปริศนาอีกมากมาย… สฑูปกลางเจดีย์ทรงลังกาดูศักดิ์สิทธิ์ มีรูปเคารพพระโพธิ์สัตว์ 10 องค์ สลักชื่อว่า “พระโพธิ์สัตว์ศรีวรเมศวร” ว่ากันว่าในเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 พระบิดาของพระเจ้าวรมันที่ 7

การขุดค้นที่ๆเป็นเหมือนหอจดหมายเหตุ ณ ที่นั้นน่าจะพบข้อมูลสำคัญคือ “พระขรรค์วิเศษ” ในตำนาน หรือดาบพระพุทธเจ้า และเรื่องราวที่ชวนขนหัวลุกที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ทั้งหมดยังจารึกอยู่ ณ ที่แห่งนี้ “ปราสาทพระขรรค์”

ข้อมูลการท่องเที่ยว

นครธมอยู่ทางทิศเหนือของเสียมราฐประมาณ 5.5 กิโลเมตร

  • ค่าตุ๊กๆจากเสียมราฐไปประมาณ 12 USD สำหรับนักท่องเที่ยวค่ะ
  • ค่าเข้าบัตรวันเดียว 37 USD ค่าเข้าบัตรสามวัน 62 USD และค่าเข้าบัตรเจ็ดวัน 72 USD โดยจะต้องใช้ในวันที่ติดต่อกัน
  • เวลาเข้าชม : 5:00 น. – 18:00 น.